“เจ.ไอ.บี.” ทรานส์ฟอร์มองค์กร ลงทุน “ไอที-หุ่นยนต์” เพิ่มสปีดโกยหมื่นล้าน
เชนค้าปลีกสินค้าไอที “เจ.ไอ.บี.” รุกทรานส์ฟอร์มองค์กร “โกดิจิทัล” เต็มสูบ ยอมควักกระเป๋าลงทุนเฉียด 100 ล้านบาท ซื้อเทคโนโลยี “หุ่นยนต์” จัดออร์เดอร์ในคลังสินค้า ลดการใช้แรงงานคน-รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้ถึงวันละ 2,500 ออร์เดอร์
พร้อมอัพเกรดระบบไอทีพัฒนางานหลังบ้าน และปรับปรุง “เจ.ไอ.บี.ออนไลน์” รองรับพฤติกรรมนักช็อปรุ่นใหม่เล็งขยายไลน์สินค้า “สมาร์ทโฟน-แก็ดเจต-ไอโอที”เตรียมเปิดเว็บใหม่เพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าปั๊มรายได้โต 15% ทะลุหมื่นล้านในสิ้นปี
นายสมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของร้านค้าปลีกสินค้าไอที “เจ.ไอ.บี.” เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2564 ว่า บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง
และวางแผนทรานส์ฟอร์มธุรกิจเข้าสู่การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี “ดิจิทัล” เต็มรูปแบบ ทั้งการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในคลังสินค้าแบบ 100% หลังเริ่มนำหุ่นยนต์ขนส่งอัจฉริยะ “AGV” (automated guided vehicle) จำนวน 10 ตัว เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการสต๊อกภายในคลังสินค้า ตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้การจัดออร์เดอร์มีประสิทธิภาพขึ้น
ลดความผิดพลาดที่เกิดจากพนักงาน และทำให้จัดการออร์เดอร์เพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ออร์เดอร์ต่อวัน ใช้พนักงานเพียง 50 คน จากเดิมต้องใช้ถึง 100 คน เพื่อจัดการ 700 ออร์เดอร์ต่อวัน
และในเดือน ก.ค.ปีนี้จะนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้เพิ่มเติมอีก 15 ตัว โดยหุ่นยนต์ลอตนี้จะเป็นหุ่นยนต์เกรดเดียวกับที่บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของโลก “อเมซอนและอาลีบาบา” ใช้ในการขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่
โดยความพิเศษคือ จะสามารถเติมสินค้าและจัดสต๊อกสินค้าผ่านระบบ “first in first out” คือส่งสินค้าที่อยู่ในคลังมาก่อนออกไปขายก่อน หรือเมื่อเชลฟ์วางสินค้าว่าง หุ่นยนต์ก็จะเติมสินค้าให้ทันที เป็นต้น
“เราลงทุนกับหุ่นยนต์ไปแล้วร่วม 50 ล้านบาท โดยตัวหุ่นยนต์นำเข้ามาจากไต้หวัน ส่วนระบบซอฟต์แวร์หลังบ้านพัฒนาโดยทีมโปรแกรมเมอร์ของ เจ.ไอ.บี.เองที่มีกว่า 15 คน ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมการใช้งานหุ่นยนต์ในไทยจึงมีน้อย เพราะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เรียกทุนคืนยาก
แต่ เจ.ไอ.บี.มองข้ามจุดนั้นไป โดยมองว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาช่วยให้ระบบการจัดส่งสินค้ารวดเร็วขึ้นลูกค้าได้รับบริการที่ดีขึ้น และในอนาคตยังมองไปถึงการนำหุ่นยนต์มาช่วยจัดสต๊อกสินค้าในสาขาหน้าร้านทั้ง 150 สาขาด้วย”
นอกจากนี้ยังจะลงทุนพัฒนาระบบไอทีกว่า 25 ล้านบาท โดยปรับปรุงเว็บไซต์ “เจ.ไอ.บี.ออนไลน์” และเน้นการปรับปรุงระบบหลังบ้านให้ประมวลผลเร็วขึ้น ทำให้สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และนำเสนอสินค้าได้ตรงตามความสนใจของลูกค้าแต่ละคนได้
พร้อมทั้งเชื่อมต่อระบบคำสั่งซื้อกับระบบของหุ่นยนต์ เพื่อให้การจัดส่งสินค้าทำได้ทันที รวมไปถึงการสร้าง user interface (UI) ของเว็บไซต์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ด้วยการเพิ่มปุ่มหรือไอคอน ทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้สะดวกขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่เปิดเว็บไซต์ใหม่สำหรับขายสินค้าที่นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ อาทิ สมาร์ทโฟน, แก็ดเจตและสินค้า IOT เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น เพราะที่ผ่านมาลูกค้าติดภาพว่า เจ.ไอ.บี.ขายคอมพิวเตอร์อย่างเดียว ทำให้ขายสินค้าประเภทอื่นยาก
และหลายคนมองว่าไม่มีทางแข่งกับมาร์เก็ตเพลซได้ แต่ตนกลับมองเห็นจุดอ่อนของมาร์เก็ตเพลซ คือ การไม่มีมาตรฐานราคาที่ชัดเจน ทำให้สินค้ารุ่นเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกันมีหลายราคา ส่งผลถึงการตัดสินใจซื้อของลูกค้าที่จะเกิดความลังเล ไม่มั่นใจว่าสินค้าจากร้านไหนเป็นของแท้ ทำให้เสียโอกาสในการขายกับลูกค้ากลุ่มนี้
“เว็บไซต์ใหม่นี้ของ เจ.ไอ.บี.จะกำหนดมาตรฐานราคาขึ้นมา โดยในสินค้ารุ่นเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน จะมีแค่ราคาเดียว และมีบริการหลังการขายให้พร้อม”
นายสมยศกล่าวถึงสถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีในปีนี้ด้วยว่า ยังคงต้องเจอกับปัญหาซัพพลายสินค้าขาดแคลนอีกครั้ง เพราะประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักเจอกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้กำลังการผลิตน้อยลง
อีกทั้งประเทศผู้ผลิตมักส่งสินค้าไปยังประเทศที่มีการระบาดหนัก และมีความต้องการมากก่อน เช่น อิตาลีและฝรั่งเศส ทำให้ประเทศไทยได้สินค้าน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจค้าปลีกไอทีได้รับอานิสงส์ที่ดีจากโควิด-19 เนื่องจากหลายบริษัทมีนโยบายเวิร์กฟรอมโฮมในระยะยาว ทำให้ผู้บริโภคที่ซื้อคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กไปแล้วต้องอัพเกรดเครื่องให้สูงขึ้น สเป็กแรงขึ้น หรือซื้อเครื่องใหม่เลยก็มี ขณะที่กระแสเรียนออนไลน์กลับมา
จากเดิมมักใช้การเรียนผ่านแท็บเลต แต่ในครั้งนี้มองหาคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเพื่อลดปัญหาเด็กติดแท็บเลต เป็นต้น ประกอบกับคนนิยมเป็นยูทูบเบอร์, บล็อกเกอร์ และขายของออนไลน์มากขึ้นทำให้อุปกรณ์ไอทีขายดีไปด้วย เพราะต้องหาคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กสำหรับตัดต่อวิดีโอ จัดสต๊อกสินค้า และทำระบบหลังบ้าน
“สินค้าขายดีช่วงนี้คือ กล้องเว็บแคมที่ใช้สำหรับเวิร์กฟรอมโฮม เฉพาะเดือนนี้โตขึ้น 800% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.ปีที่แล้ว เช่นกันกับการ์ดจอแสดงผล VGA ก็ขายดีจากกระแสขุดเหมืองหาเหรียญบิตคอยน์ โดยเติบโตขึ้นถึง 40%”
“ในแง่ของ เจ.ไอ.บี.เอง โควิด-19 ระลอกใหม่เป็นสัญญาณที่ดี เพราะเปิดปีมาได้เพียงเดือนเดียว ยอดขายโดยรวมโตขึ้น 40% เทียบเดือน ม.ค.ปีที่แล้วแม้ผู้บริโภคจะเดินมาหน้าร้านน้อยลงแต่ถ้ามาก็มักตั้งใจมาซื้อสินค้า ไม่ได้มาเดินเล่นเหมือนแต่ก่อน ทำให้ยอดขายออฟไลน์โตกว่า 40% ขณะที่ยอดขายออนไลน์โตขึ้น 60%”
สำหรับแผนขยายสาขา เจ.ไอ.บี.ในปีนี้ก็ยังจะมีต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าแต่ละปีจะเพิ่มให้ได้กี่แห่ง และจะเน้นเป็นในห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่หรือย่านที่ยังไม่เคยมีสาขาของ เจ.ไอ.บี.มาก่อน
สำหรับเป้าหมายภาพรวมธุรกิจในปี 2564 ตั้งเป้าเติบโต 15% หรือมีรายได้สุทธิประมาณ 10,000 ล้านบาท จาก 9,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และมีฐานสมาชิกถึง 1 ล้านคนภายในสิ้นปี จากที่มี 4 แสนคน ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2563 และเพิ่มเป็น 7.5 แสนคน ในเดือน ม.ค. 2564
อ่านข่าวต้นฉบับ: “เจ.ไอ.บี.” ทรานส์ฟอร์มองค์กร ลงทุน “ไอที-หุ่นยนต์” เพิ่มสปีดโกยหมื่นล้าน
ที่มา : ไอซีที – ประชาชาติธุรกิจ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น